แผลเป็น
ผิวแตกลาย
สีผิวไม่สม่ำเสมอ
ไบโอ-ออยล์® ผู้นำระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์ดูแลแผลเป็นและผิวแตกลาย
Bio-Oil home Bio-Oil home
keyboard_arrow_down
การใช้
แผลเป็น
แผลเป็น
แผลเป็นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาแผลของร่างกายซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผิวหนังมีการผลิตคอลลาเจนออกมามากเกินไปในบริเวณที่เกิดบาดแผล โดยแผลเป็นที่เกิดขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวในหลายช่วงด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามแผลเป็นมักจะมีลักษณะที่คงทนถาวร Bio-Oil เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับช่วยปรับปรุงสภาพของแผลเป็นให้ดูดีขึ้น แม้จะไม่สามารถทำการลบรอยแผลเป็นให้หายไปหมดได้ก็ตาม
นวด Bio-Oil ที่บริเวณรอยแผลเป็นในลักษณะหมุนวน ใช้ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน ในกรณีเป็นรอยแผลเป็นใหม่ จะสามารถทา Bio-Oil ได้ต่อเมื่อแผลหายแล้ว ไม่ควรทาผลิตภัณฑ์บนผิวหนังที่มีแผลเปิด ผลลัพธ์จะแตกต่างออกไปตามบุคคล
ผิวแตกลาย
ผิวแตกลาย
เมื่อร่างกายมีการขยายอย่างรวดเร็วมากกว่าเดิมจนผิวหนังไม่สามารถจะขยายตัวเข้ามาครอบคลุมได้ทัน เนื้อเยื่อของผิวหนังจะเกิดการฉีกขาดขึ้นภายในและหลังจากที่การฉีกขาดนั้นมีการรักษาตัวแล้วก็จะเกิดเป็นแผลเป็นขึ้น โดยแผลเป็นในลักษณะนี้สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าบนพื้นผิวของผิวหนังในลักษณะของรอยแตกลาย
โอกาสในการเกิดผิวแตกลายจะแตกต่างออกไปโดยขึ้นอยู่กับประเภทของผิว เชื้อชาติ อายุ การรับประทานอาหาร และความชื้นของผิวหนัง ผู้มีแนวโน้มที่จะมีผิวแตกลายได้แก่ หญิงมีครรภ์ นักเพาะกาย วัยรุ่นที่ร่างกายอยู่ในช่วงการเติบโตอย่างเฉียบพลัน และผู้ที่ประสบกับการมีน้ำหนักร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผิวแตกลายมีลักษณะที่คงทนถาวร ดังนั้น แม้ว่า Bio-Oil จะสามารถช่วยฟื้นบำรุงรูปลักษณ์ของรอยแตกลายให้ดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถลบรอยแตกลายให้หายไปหมดได้
นวด Bio-Oil ที่บริเวณรอยแตกลายในลักษณะหมุนวน วันละ 2 ครั้ง ใช้ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน เริ่มใช้ในเดือนที่ 4 ของการตั้งครรภ์บนบริเวณซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดเป็นรอยแตกลายเช่น หน้าท้อง เต้านม แผ่นหลังช่วงล่าง สะโพก บั้นท้ายและต้นขา ผลลัพธ์จะแตกต่างออกไปตามบุคคล
สีผิวไม่สม่ำเสมอ
สีผิวไม่สม่ำเสมอ
สีผิวไม่สม่ำเสมอเกิดจากการผลิตเมลานินในร่างกายที่ผิดปกติ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกเช่นการสัมผัสกับแสงแดดเป็นเวลานานหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ปรับผิวขาวที่มีคุณภาพต่ำ นอกจากนี้ปัจจัยภายในก็อาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน เช่น การผันผวนของฮอร์โมนซึ่งเกิดจากการตั้งครรภ์ ระยะหมดประจำเดือน หรือการทานยาคุมกำเนิด Bio-Oil นั้นมีส่วนช่วยในการปรับสภาพของสีผิวไม่สม่ำเสมอให้ดีขึ้น
ทา Bio-Oil ลงบนบริเวณที่สีผิวไม่สม่ำเสมอ วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน Bio-Oil ไม่มีส่วนประกอบที่ช่วยป้องกันแสงแดด ควรรอให้ Bio-Oil ซึมสู่ผิวหนังก่อนทาครีมกันแดด ผลลัพธ์จะแตกต่างออกไปตามบุคคล
ผิวเสื่อมสภาพ
ผิวเสื่อมสภาพ
ผิวที่เกิดริ้วรอยมักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสื่อมสภาพของผิวที่มีสาเหตุจากโครงสร้างของคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนังที่อ่อนแอลง Bio-Oil มีส่วนผสมของสารประกอบหลายชนิดที่ช่วยในการปรับปรุงสภาพผิวให้นุ่มนวล เนียนเรียบ และยืดหยุ่นขึ้นเพื่อช่วยลดริ้วรอยบนผิวหนัง นอกจากนี้ Bio-Oil ยังช่วยให้ความชุ่มชื้น ปรับสภาพและฟื้นบำรุงผิว โทนสีผิว และริ้วรอยต่างๆ
ทา Bio-Oil ลงบนบริเวณที่มีริ้วรอย วันละ 2 ครั้ง โดยผลลัพธ์จะแตกต่างออกไปตามบุคคล
ผิวขาดความชุ่มชื้น
ผิวขาดความชุ่มชื้น
พื้นผิวของผิวหนังจะมีชั้นของน้ำมันซึ่งทำหน้าที่กักเก็บความชื้นไว้ภายใน โดยในสภาวะอากาศที่แห้งมาก ชั้นของไขมันมักจะสูญเสียความชุ่มชื้นไป ในขณะที่การอาบน้ำในแต่ละวันจะสามารถเป็นการเร่งให้ชั้นไขมันนั้นสูญเสียไปจากการใช้สบู่และน้ำ Bio-Oil จะช่วยให้เกิดการสร้างชั้นของน้ำมันตามธรรมชาติของผิวหนัง และยังช่วยในการฟื้นฟูหน้าที่ของชั้นไขมันในการกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิว
ทา Bio-Oil วันละ 2 ครั้ง โดยผลลัพธ์จะแตกต่างออกไปตามบุคคล

สูตรผลิตภัณฑ์
สูตรผลิตภัณฑ์
สูตรผลิตภัณฑ์
สูตรของ Bio-Oil เป็นการผสานกันของสารสกัดจากพืชและวิตามินที่อยู่ในรูปของน้ำมัน โดยมีสารประกอบล้ำยุค PurCellin Oil™, ซึ่งทำให้สูตรของ Bio-Oil มีความบางเบาดูดซึมสู่ผิวง่าย และมั่นใจได้ว่าสารสำคัญในวิตามินและสารสกัดจากพืชจะซึมเข้าสู่บริเวณที่ต้องการได้
Bio-Oil ได้ผ่านการประเมินตามระเบียบของสภายุโรปและสภาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง รายละเอียดทางพิษวิทยา โครงสร้างทางเคมี ระดับการรวมตัวและปริมาณทั้งหมดที่สัมผัสสารประกอบแต่ละชนิดได้ในแต่ละวันได้รับการประเมินว่าปลอดภัยสำหรับการนำไปใช้ (รวมการใช้ในหญิงมีครรภ์)
สารประกอบ
สารประกอบ
สารประกอบจากพืชพรรณ
Calendula Officinalis Flower Extract (น้ำมันจากคาเลนดูล่า)
Lavandula Angustifolia Oil (น้ำมันจากลาเวนเดอร์)
Rosmarinus Officinalis Leaf Oil (น้ำมันจากโรสแมรี่)
Anthemis Nobilis Flower Oil (น้ำมันจากคาโมไมล์)
วิตามิน
Retinyl Palmitate (วิตามินเอ)
Tocopheryl Acetate (วิตามินอี)
สารประกอบพื้นฐานในรูปน้ำมัน
Paraffinum Liquidum
Triisononanoin
Cetearyl Ethylhexanoate
Isopropyl Myristate
Glycine Soja Oil
Helianthus Annuus Seed Oil
Tocopherol
Bisabolol
กลิ่นแต่งเติม (ดอกกุหลาบ)
Parfum
Alpha-Isomethyl Ionone
Amyl Cinnamal
Benzyl Salicylate
Citronellol
Coumarin
Eugenol
Farnesol
Geraniol
Hydroxycitronellal
Limonene
Linalool
สี
CI 26100
การผลิต
การผลิต
การผลิต Bio-Oil เป็นไปตามมาตรฐานของ cGMP (หลักปฏิบัติตาม Good Manufacturing ที่มีอยู่ในปัจจุบัน) ซึ่งได้มีการระบุเงื่อนไขไว้โดยองค์การอนามัยโลก สารประกอบทุกชนิดของ Bio-Oil ผ่านการทดสอบเพื่อตรวจหาการเจือปนและการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการผลิต โดยตัวอย่างจากทุกล็อตการผลิตถูกนำเข้าทดสอบในห้องแล็บซึ่งได้รับการเก็บรักษาและติดตามผลเป็นระยะเวลาถึงกว่า 5 ปี
บรรจุภัณฑ์ทุกอย่างของ Bio-Oil สามารถนำไปใช้รีไซเคิล บรรจุภัณฑ์ในส่วนที่เป็นกระดาษได้รับการรับรองว่าได้มาตรฐานตามหลักปฏิบัติของการบริหารทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน
ไม่มีการปล่อยมลพิษ ของเสียที่มีอันตราย หรือน้ำเสียเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต Bio-Oil

การทดสอบทางคลินิก
การศึกษาแผลเป็น, 2010
การศึกษาแผลเป็น, 2010
ศูนย์ทดสอบ
สถาบัน โปรเดิร์ม เพื่อการวิจัยทางผิวหนัง ฮัมเบอร์ก ประเทศเยอรมัน
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิภาพของ ไบโอ-ออยล์ ในการลดเลือนรอยแผลเป็น
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร เพศหญิง 36 คนจากหลายเชื้อชาติโดยมีอายุระหว่าง 18-65 ปี โดยมี แผลเป็นที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ หรือเกิดมาแล้วไม่เกิน 3 ปี บริเวณที่เป็นแผลเป็น: หน้าท้อง แขน ขา ลำคอ หัวเข่า ลำตัว ร่างกายส่วนบน
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดลองแบบสุ่มตัวอย่าง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยที่ทั้งอาสาสมัครและผู้ประเมินไม่ทราบว่าอาสาสมัครอยู่ในกลุ่มใด (Double-blind) อาสาสมัครจะต้องมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่พอที่จะให้มีการทาผลิตภัณฑ์ได้ครึ่งหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบในบุคคลคนเดียวกัน ทาผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ไม่มีการนวดเพิ่มเติมปริเวณที่ทา การทาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ การประเมิน กระทำในสัปดาห์ที่ 0, 2, 4 และ สัปดาห์ที่ 8 โดยประเมินตาม ตัวชี้วัดความแตกต่างของแผลเป็นที่ได้ระบุไว้ใน แบบประเมินรอยแผลเป็นโดยคนไข้และผู้สังเกตุ (POSAS)
ผล
ไบโอ-ออยล์ มีประสิทธิผลในการลดเลือนรอยแผลเป็นให้ดูจางลง มีผลทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ ว่า เพียง 2 สัปดาห์ (15 วัน) หลังจากทา ร้อยละ 66 ของอาสาสมัครเห็นผลหลังจากการทา 8 สัปดาห์ (วันที่ 57) ร้อยละ 92 ของอาสาสมัคร เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้นหรือเกือบ 3 เท่าของผลที่เห็นในสัปดาห์ที่ 2
การทดสอบผลการใช้ต่อรอยแผลเป็น 2005
การทดสอบผลการใช้ต่อรอยแผลเป็น 2005
ศูนย์ทดสอบ
ห้องปฏิบัติการทางชีววิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศแอฟริกาใต้
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิภาพของ ไบโอ-ออยล์ ในการลดเลือนรอยแผลเป็น
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร เพศหญิง 22 คน เพศชาย 2 คนโดยมีอายุระหว่าง 18-60 ปี โดยมี แผลเป็นที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่หรือเกิดมาแล้วไม่เกิน 3 ปี ชนิดของแผลเป็น มีตั้งแต่ แผลไหม้เล็กน้อย ถึงแผลเป็นจากการผ่าตัด (12 คนมีแผลเป็นจากแผลผ่าตัดใหญ่ 14 คนมีแผลเป็นจากแผลผ่าตัดเล็ก -อาสาสมัคร 1 คน มีแผลเป็น 3 ตำแหน่ง)
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดสอบแบบสุ่มตัวอย่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยอาสาสมัครไม่ทราบว่าตนเองอยู่ในกลุ่มใด (Single-blind) โดยให้มีการประเมินเปรียบเทียบผลในตัวอย่างรายเดียวกัน โดยที่ตัวอย่างจะต้องมีขนาดของแผลเป็นใหญ่พอที่จะให้สามารถทาผลิตภัณฑ์เพียงครึ่งของรอยแผลเป็น โดยทาผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ การทาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ การประเมินกระทำในสัปดาห์ที่ 0, 4, 8 และ สัปดาห์ที่ 12.
ผล
ไบโอ-ออยล์ ช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นให้ดูจางลง ทั้งโดยการประเมินจากอาสาสมัครและโดยผู้ประเมิน ร้อยละ 65 ของอาสาสมัคร เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสัปดาห์ที่ 4
การศึกษาในการรักษารอยแผลเป็น, 2002
การศึกษาในการรักษารอยแผลเป็น, 2002
ศูนย์ทดสอบ
อัยตัน-มูน ซอมเมอเรสต์ ประเทศสหราชอาณาจักร
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินระดับความพึงพอใจของผู้ใช้ไบโอ-ออยล์ ในการลดเลือนรอยแผลเป็น ในผู้ใช้ 82 คน
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร 82 คน ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก แผลเป็นทั้งที่เพิ่งเกิดใหม่และแผลเป็นที่เป็นมานานกว่า 10 ปี ชนิดของแผลเป็น ทั้งแผลเป็นนูน แผลเป็นเรียบ และแผลเป็นหลุม โดยมีสาเหตุมาจาก แผลไฟลวกเล็กน้อย แผลถลอก จนถึงแผลเป็นจากการผ่าตัด โดยตำแหน่งของแผลเป็น หลากหลาย
ระเบียบวิธีวิจัย
ทาผลิตภัณฑ์วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ อาสาสมัครได้รับคำแนะนำให้นวดวน จนผลิตภัณฑ์ ซึมหมด การสัมภาษณ์ กระทำ ณ สัปดาห์ที่ 0 2 และ 4 อาสาสมัครให้คะแนนผลของผลิตภัณฑ์ ที่สังเกตุเห็น โดยระดับคะแนนตั้งแต่ 0-9 (1 หมายถึง ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง และ 9 เห็นความเปลี่ยนแปลงมาก)
ผล
ร้อยละ 82 ของอาสาสมัคร เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของแผลเป็นหลังการทา 4 สัปดาห์
การศึกษาในกรณีรอยแผลเป็นจากสิว, 2012
การศึกษาในกรณีรอยแผลเป็นจากสิว, 2012
ศูนย์ทดสอบ
แผนกผิวหนัง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยปักกิ่ง, ปักกิ่ง ประเทศจีน
วัตถุประสงค์
เป็นการศึกษาเพื่อประเมินประสิทธิภาพของไบโอ-ออยล์ ในการลดเลือนรอยแผลเป็นจากสิว ในกลุ่มตัวอย่าง คนจีน
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร ชาวจีน 44 ราย มีแผลเป็นจากสิวที่เพิ่งเกิดหรือไม่เกิน 1 ปี โดยอาสาสมัคร 32 คนได้รับไบโอ-ออยล์ ไปทา และ อาสาสมัคร 12 คน ได้รับยาหลอกไปทา อายุของอาสาสมัครอยู่ระหว่าง 14-30 ปี
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดลองโดยสุ่มตัวอย่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยที่ผู้ให้คะแนนประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ทราบว่าอาสาสมัครคนใดอยู่กลุ่มใด (efficacy grader-blinded) ผู้ร่วมทดสอบ เข้าร่วมการคัดกรองในเบื้องต้น และตามด้วย ระยะพัก 1 สัปดาห์ ทาผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 10 สัปดาห์ การทาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ การประเมินกระทำในสัปดาห์ที่ 0, 4, 8 และสัปดาห์ที่ 10 ประเมินโดยใช้แบบประเมินปริมาณรอยแผลเป็น (GSS) โดยผู้วิจัย, การวัดสีของรอยแผลเป็นจากสิว / รอยแดงจากการใช้เครื่อง chromameter การวัดระดับไขมันโดยเครื่อง sebumeter มีการบันทึกจำนวนคอมิโดนและการอักเสบโดยแพทย์ผิวหนัง อาสาสมัครทำแบบทดสอบความพึงพอใจทุกครั้ง
ผล
การประเมินผลทางคลินิก ไบโอ-ออยล์ได้ผลการทดลองดีที่สุดในด้านการลดรอยแดงจากสิวและทำให้ผิวโดยรวมดูผ่องใส ผลจากการประเมินโดยผู้ใช้เอง ร้อยละ 84 ของผู้ใช้พบความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของ รอยแผลเป็นจากสิวร้อยละ 90 พบว่าสีของแผลเป็นดูจางลง จากการนับจำนวนคอมิโดนและการวัดค่าความมัน พบว่าการใช้ไบโอ-ออยล์ไม่ก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของสิวหรือเพิ่มการผลิตไขมันแต่อย่างใด
การศึกษาผิวแตกลาย, 2010
การศึกษาผิวแตกลาย, 2010
ศูนย์ทดสอบ
สถาบัน โปรเดิร์ม เพื่อการวิจัยทางผิวหนัง ฮัมเบอร์ก ประเทศเยอรมัน
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิภาพของไบโอ-ออยล์ ในการลดเลือนผิวแตกลาย
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร ผู้หญิง 38 คน หลากหลายเชื้อชาติ อายุระหว่าง 18-65 ปี มีสาเหตุหลากหลาย (หลังตั้งครรภ์ น้ำหนักเพิ่มขึ้น หรือ ช่วงเปลี่ยนจากวัยรุ่นเป็นวัยผู้ใหญ่) บริเวณที่เกิดผิวแตกลายหน้าท้อง สะโพก และต้นขา
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดลองแบบสุ่มตัวอย่าง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยที่ทั้งอาสาสมัครและผู้ประเมินไม่ทราบว่าอาสาสมัครอยู่ในกลุ่มใด (Double-blind) อาสาสมัครจะต้องมีรอยแตกลายขนาดใหญ่พอที่จะให้มีการทาผลิตภัณฑ์ได้ครึ่งหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบในบุคคลคนเดียวกัน ทาผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ไม่มีการนวดเพิ่มเติมบริเวณที่ทา การทาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ การประเมิน กระทำในสัปดาห์ที่ 0, 2, 4 และ สัปดาห์ที่ 8 โดยประเมินตาม ตัวชี้วัดความแตกต่างของแผลเป็นที่ได้ระบุไว้ใน แบบประเมินรอยแผลเป็นโดยอาสาสมัครและผู้สังเกตุ (POSAS)
ผล
ไบโอ-ออยล์ มีประสิทธิผลในการลดเลือนรอยแตกลายให้ดูจางลง มีผลทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ ว่า เพียง 2 สัปดาห์ (15 วัน) หลังจากทา ร้อยละ 95 ของอาสาสมัครเห็นความเปลี่ยนแปลง หลังจากการทา 8 สัปดาห์ (วันที่ 57) ร้อยละร้อย ของอาสาสมัคร เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น หรือ มากกว่า 2 เท่าของผลที่เห็นในสัปดาห์ที่ 2
การศึกษาในผิวแตกลาย, 2005
การศึกษาในผิวแตกลาย, 2005
ศูนย์ทดสอบ
ห้องปฏิบัติการทางชีววิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศแอฟริกาใต้
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิภาพของไบโอ-ออยล์ ในการลดเลือนผิวแตกลาย
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร ผู้หญิง 20 คน อายุระหว่าง 18-55 ปี มีผิวแตกลายบริเวณหน้าท้อง
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดสอบแบบสุ่มตัวอย่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยอาสาสมัครไม่ทราบว่าตนเองอยู่ในกลุ่มใด (Single-blind) โดยให้มีการประเมินเปรียบเทียบผลในตัวอย่างรายเดียวกัน โดยที่ตัวอย่างจะต้องมีรอยแตกลายกระจายตัวเพียงพอที่จะแบ่งการทาผลิตภัณฑ์เพียงครึ่งบริเวณ โดยทาผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ การทาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ การประเมินกระทำในสัปดาห์ที่ 0, 4, 8 และ สัปดาห์ที่ 12
ผล
ไบโอ-ออยล์ ช่วยลดเลือนรอยแตกลายให้ดูจางลง ทั้งโดยการประเมินจากอาสาสมัครและโดยผู้ประเมิน ร้อยละ 50 ของอาสาสมัคร บันทึกว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสัปดาห์ที่ 8
การศึกษาในกลุ่มสีผิวไม่สม่ำเสมอ, 2011
การศึกษาในกลุ่มสีผิวไม่สม่ำเสมอ, 2011
ศูนย์ทดสอบ
โทมัส เจ สตีเฟ่น แอนด์ แอสโซซิเอท อิงค์, เท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิภาพของ ไบโอ-ออยล์ ในการช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ ลดเลือนรอยด่างดำ เมื่อใช้ในผู้หญิงที่มีปัญหาผิวถูกแสงแดดน้อย ถึงปานกลาง บริเวณใบหน้าและลำคอ
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร ผู้หญิง 67 คน หลากหลายเชื้อชาติ ที่มีการวินิจฉัยทางคลินิกว่ามีผิวถูกแสงแดดระดับน้อยถึงปานกลาง บริเวณใบหน้าและลำคอ มีผู้ได้รับไบโอ-ออยล์ 35 คนและผู้ที่ไม่ได้ทา 32 คน อายุระหว่าง 30-70 ปี
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดลองโดยสุ่มตัวอย่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยที่ผู้ให้คะแนนประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ทราบว่าอาสาสมัครคนใดอยู่กลุ่มใด (efficacy grader-blinded) อาสาสมัครผ่านการคัดกรองในเบื้องต้นและติดตามผล โดยมีระยะพัก 1 สัปดาห์ ทาผลิตภัณฑ์บริเวณใบหน้าและลำคอวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ การทาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ การประเมินกระทำในสัปดาห์ที่ 0, 4, 8 และสัปดาห์ที่ 12 อาสาสมัครมีการแยกแยะสีผิวไม่สม่ำเสมอบริเวณหน้าและลำคอรวมทั้งรอยด่างดำ
ผล
ไบโอ-ออยล์ มีประสิทธิผลในการฟื้นบำรุงสีผิวไม่สม่ำเสมอและจุดด่างดำที่เกิดจากแสงแดด มีผลทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญว่าเพียง 4 สัปดาห์หลังจากทา เห็นผลทั้งบริเวณใบหน้าและลำคอ หลังจากการทา 12 สัปดาห์ ร้อยละ 86 ของอาสาสมัครที่ได้รับไบโอ-ออยล์ เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ในสีผิวไม่สม่ำเสมอบริเวณใบหน้า ร้อยละ 71 ของอาสาสมัครที่มีจุดด่างดำบนใบหน้า ร้อยละ 69 ของกลุ่มที่สีผิวไม่สม่ำเสมอบริเวณคอ และ ร้อยละ 60 ของกลุ่มที่มีจุดด่างดำบริเวณลำคอเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
การศึกษาในสีผิวไม่สม่ำเสมอ, 2005
การศึกษาในสีผิวไม่สม่ำเสมอ, 2005
ศูนย์ทดสอบ
ห้องปฏิบัติการทางชีววิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศแอฟริกาใต้
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิภาพของไบโอ-ออยล์ ในการช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร ผู้หญิง 30 คน หลากหลายเชื้อชาติ อายุระหว่าง 18-55 ปี มีฝ้าบริเวณใบหน้า
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดสอบแบบสุ่มตัวอย่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยอาสาสมัครไม่ทราบว่าตนเองอยู่ในกลุ่มใด (Single-blind) โดยให้มีการประเมินเปรียบเทียบผลในตัวอย่างรายเดียวกันโดยที่ ตัวอย่างจะต้องมีรอยแตกลายกระจายตัวเพียงพอที่จะแบ่งการทาผลิตภัณฑ์เพียงครึ่งบริเวณ โดย ทาผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ การทาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ การประเมิน กระทำในสัปดาห์ที่ 0, 4, 8 และ สัปดาห์ที่ 12
ผล
ไบโอ-ออยล์ ช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอทั้งผิวสีอ่อนและผิวสีเข้ม ร้อยละ 93 ของอาสาสมัครบันทึกว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสัปดาห์ที่ 6 การสังเกตุทางคลินิกพบว่าทั้งผิวสีเข้มและผิวสีอ่อนได้ผลในระดับเท่ากัน ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 0 ถึงสัปดาห์ที่ 8 แต่หลังจากสัปดาห์ที่ 8 ถึงสัปดาห์ที่ 12 กลุ่มผิวสีเข้มจะเห็นผลที่ดีกว่า
การศึกษาในกลุ่มผิวเสื่อมสภาพ, 2011
การศึกษาในกลุ่มผิวเสื่อมสภาพ, 2011
ศูนย์ทดสอบ
โทมัส เจ สตีเฟ่น แอนด์ แอสโซซิเอท อิงค์, เท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา
การศึกษาที่ 1 หน้าและคอ
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิภาพของไบโอ-ออยล์ เมื่อใช้ในผู้หญิงที่มีปัญหาผิวเสื่อมสภาพในระดับน้อยถึงปานกลาง จากการถูกแสงแดดบริเวณใบหน้าและลำคอ
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร ผู้หญิง 67 คน หลากหลายเชื้อชาติ ประเมินทางการแพทย์ว่าผิวเสื่อมในระดับน้อยถึงปานกลางจากการถุกแสงแดด บริเวณใบหน้าและลำคอ แบ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลิตภัณฑ์ไบโอ-ออยล์ 35 คนและไม่ได้รับไบโอ-ออยล์ 32 คน อายุระหว่าง 30-70 ปี
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดลองโดยสุ่มตัวอย่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยที่ผู้ให้คะแนนประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ทราบว่าอาสาสมัครคนใดอยู่กลุ่มใด (efficacy grader-blinded) ผู้ร่วมทดสอบเข้าร่วมการคัดกรองในเบื้องต้นและตามด้วยระยะพัก 1 สัปดาห์ ทาผลิตภัณฑ์บริเวณใบหน้าและลำคอวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ การทาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ การประเมินกระทำในสัปดาห์ที่ 0, 4, 8 และสัปดาห์ที่ 12 อาสาสมัครมีการแยกแยะสีผิวไม่สม่ำเสมอบริเวณหน้าและลำคอรวมทั้งรอยด่างดำ โดยมีการประเมินประสิทธิภาพ ผิวหน้าโดยรวม ริ้ว รอย ตีนกา จุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ความหยาบกระด้าง/เรียบเนียน ประเมินด้วยสายตา และประเมินด้วยการสัมผัส ความกระชับและความผ่องใส
ผล
ไบโอ-ออยล์ มีประสิทธิภาพในการช่วยให้ผิวพรรณที่ถูกแสงแดดดีขึ้นทั้งใบหน้าและลำคอ ภายหลังการทา 8 สัปดาห์ มีข้อมูลทางสถิติให้ผลชัดเจนว่าได้ผลภายหลังการทา 12 สัปดาห์ ร้อยละ 94 ของอาสาสมัครที่ทาไบโอ-ออยล์เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของผิวหน้าโดยรวมอย่างชัดเจน และร้อยละ 80 ของอาสาสมัครที่ทาไบโอ-ออยล์ เห็นการเปลี่ยนแปลงทีดีขึ้นอย่างชัดเจนของผิวโดยรวมบริเวณลำคอ
การศึกษาที่ 2 บริเวณลำตัว
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินประสิทธิภาพของ ไบโอ-ออยล์ เมื่อใช้ทาผิวบริเวณลำตัวช่วงบน น่อง และแขน โดยผู้หญิงที่มีปัญหาผิวเสื่อมสภาพ ในระดับน้อยถึงปานกลางจากการถูกแสงแดด
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร ผู้หญิง 67 คน หลากหลายเชื้อชาติ ประเมินทางการแพทย์ว่าผิวเสื่อมในระดับน้อยถึงปานกลางจากการถุกแสงแดด บริเวณใบหน้าและลำคอ แบ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลิตภัณฑ์ ไบโอ-ออยล์ 35 คน และไม่ได้รับ ไบโอ-ออยล์ 32 คน อายุระหว่าง 30-70 ปี
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดลองโดย สุ่มตัวอย่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยที่ผู้ให้คะแนนประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ทราบว่าอาสาสมัครคนใดอยู่กลุ่มใด (efficacy grader-blinded) อาสาสมัครผ่านการคัดกรองในเบื้องต้นและมีระยะพัก 1 สัปดาห์ ทาผลิตภัณฑ์บริเวณลำตัว น่อง และแขน วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ การทาอยู่ภายใต้การกำกับดุแลอย่างสม่ำเสมอ การประเมินกระทำในสัปดาห์ที่ 0, 2, 4, 8 และสัปดาห์ที่ 12 มีการแบ่งอาสาสมัครตามการวินิจฉัยทางการแพทย์ โดยแยกประเมิน ลำตัว น่อง และ ขา โดยมีการประเมินประสิทธิภาพ โดยพิจารณาภาพรวม ผิวหยาบกร้าน แห้งตึง ผิวเป็นขุย ความหยาบกระด้าง/เรียบเนียน ทั้งประเมินด้วยสายตา และประเมินด้วยการสัมผัส
ผล
ไบโอ-ออยล์ ช่วยให้สภาพผิวโดยรวมบริเวณลำตัวที่เสื่อมจากการถูกแสงแดดดีขึ้น หลังจากการใช้ 4 สัปดาห์เห็นผลที่ดีขึ้นในทุกการประเมินทางการแพทย์ และภายหลังการใช้ 12 สัปดาห์ ร้อยละ 89 ของอาสาสมัครที่ทา ไบโอ-ออยล์ เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของผิวบริเวณลำตัว น่อง และ แขน
การศึกษาในผิวขาดน้ำ, 2011
การศึกษาในผิวขาดน้ำ, 2011
ศูนย์ทดสอบ
ห้องปฏิบัติการทางชีววิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศแอฟริกาใต้
การศึกษาที่ 1
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินผลของการทาไบโอ-ออยล์ เพียงครั้งเดียว เพื่อช่วยในการปรับปรุงการทำงานของ ผิวชั้นหนังกำพร้าในการเก็บความชุ่มชื้น
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร ผู้หญิง 40 คน หลากหลายเชื้อชาติ การทดสอบทำบริเวณท้องแขน
ระเบียบวิธีวิจัย
อันดับแรกการประเมินในเบื้องต้นความชุ่มชื้นของผิวด้วยเครื่อง Corneometer อันดับต่อไปคือการประเมินการเก็บความชุ่มชื้นด้วย Vapometer อาสาสมัครทำความสะอาดท้องแขนด้วยสบู่ 2 ชั่วโมงก่อนการวัดด้วยเครื่องมือข้างต้น จากนั้นทา ไบโอ-ออยล์บนแขนข้างหนึ่ง และ ทาน้ำมันอีกชนิดหนึ่งบริเวณแขนอีกข้างหนึ่ง การประเมินกระทำทันทีหลังทา และ 2 ชั่วโมงหลังทา ทั้งก่อนและหลังเช็ดออก บริเวณที่ไม่ได้ทาก็มีการวัดเพื่อเปรียบเทียบ
ผล
หลังทาทันที น้ำมันทั้งสองชนิด ช่วยลดการสูญเสียน้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณที่ไม่ได้ทา ค่าความสามารถของผิวในการเก็บความชุ่มชื้นของผิวหลังทา 2 ชั่วโมงและเช็ดออก เพิ่มขึ้น ไบโอ-ออยล์ แสดงให้เห็นค่าความสามารถในการป้องกันการสูญเสียน้ำได้มากกว่าน้ำมันอีกชนิดหนึ่ง แสดงว่าการเพิ่มการบำรุง มีผลให้ผิวกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น
การศึกษาที่ 2
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินผลของการทา ไบโอ-ออยล์ วันละ 2 ครั้งเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นและลดอาการผิวแห้ง
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร ผู้หญิง 25 คน เชื้อชาติตะวันตก โดยทำการทดสอบ บริเวณขาด้านนอก และ น่อง
ระเบียบวิธีวิจัย
ใช้สบู่ล้างบริเวณที่ทดสอบเป็นเวลา 7 วัน เพื่อให้ผิวแห้ง ทาไบโอ-ออยล์และน้ำมันที่ใช้เปรียบเทียบวันละสองครั้ง ประเมินสภาพผิวในวันที่ 1 และ วันที่ 3 ประเมินด้วยสายตาโดยใช้แว่นขยาย 2 เท่าและกระทำโดยผู้ที่ผ่านการอบรมในการประเมิน มีการประเมินบริเวณที่ไม่ได้ทาเพื่อทำการเปรียบเทียบ
ผล
ทั้งไบโอ-ออยล์ และ น้ำมันที่ใช้เปรียบเทียบช่วยให้ผิวแห้งชุ่มชื้นขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณที่ไม่ได้ทา โดยในการประเมินวันที่ 3 ไบโอ-ออยล์ ให้ผลที่ดีกว่า การประเมินด้วยสายตาบริเวณที่ทาไบโอ-ออยล์ ได้ผลยืนยันว่ามีประสิทธิภาพในการช่วยให้ผิวแห้งชุ่มชื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การศึกษาการก่อให้เกิดสิว, 2006
การศึกษาการก่อให้เกิดสิว, 2006
ศูนย์ทดสอบ
ฟิวเจอร์ คอสเมติก พรีโทเรีย ประเทศแอฟริกาใต้
วัตถุประสงค์
เพื่อทดสอบว่า ไบโอ-ออยล์ก่อให้เกิดสิวหรือไม่
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร : ผู้เข้าร่วมการทดสอบทั้งสิ้น 21 คน , เพศหญิง 17 คนและเพศชาย 4 คน จากหลายเชื้อชาติ, 50% มีแนวโน้มที่จะเกิดสิว
ระเบียบวิธีวิจัย
การศึกษาแบบสุ่มโดยมีการควบคุมผล ทาผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 28 สัปดาห์ กำหนดพื้นที่ทดสอบ 3 ส่วน : ส่วนที่ไม่ได้ทาอะไร (กลุ่มควบคุม), ส่วนที่ทาผลิตภัณฑ์ ไบโอ-ออยล์ และส่วนที่ทา acetylated lanolin alcohol (กลุ่มทดลอง - ทาผลิตภัณฑ์ที่โดยปกติทำให้เกิดสิว) ทดสอบผลิตภัณฑ์โดนทาเป็นส่วนๆ ที่แผ่นหลังด้านบน (บริเวณสะบัก)
ผล
พบว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ไบโอ-ออยล์จะไม่ก่อให้เกิดสิว โดยบริเวณที่ทาไบโอ-ออยล์ไม่มีความแตกต่างกับบริเวณที่ไม่ได้ทา ในขณะที่กลุ่มที่ทาผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดสิว มีสิวเกิดขึ้น
การทดสอบในกลุ่มผิวแพ้ง่าย, 2006
การทดสอบในกลุ่มผิวแพ้ง่าย, 2006
ศูนย์ทดสอบ
ฟิวเจอร์ คอสเมติก พรีโทเรีย ประเทศแอฟริกาใต้
วัตถุประสงค์
เพื่อทดสอบว่า ไบโอ-ออยล์ ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกลุ่มผู้ใช้ที่มีผิวแพ้ง่าย หรือไม่
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร 21 คน อายุระหว่าง 18-65 ปี โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกอาสาสมัคร เป็นอาสาสมัครที่มีผิวแพ้ง่าย และอาสาสมัครที่ทากรดแลคติก(กลุ่มทดลอง) เพื่อประเมินการแพ้ง่าย
ระเบียบวิธีวิจัย
การศึกษาแบบสุ่ม โดยมีการควบคุมผล มีการประเมิน 3 บริเวณ คือ บริเวณที่ทาน้ำเปล่า(กลุ่มควบคุม) บริเวณที่ทาไบโอ-ออยล์ และบริเวณที่ทา Sodium Lauryl Sulfate 1% (กลุ่มทดลอง) ผลิตภัณฑ์ที่ทดสอบทาที่แผ่นทดสอบและแปะที่บริเวณท้องแขนและแกะออกเมื่อแปะครบ 24 ชั่วโมง มีการประเมินสภาพผิวและปฏิกริยาที่ชั่วโมงที่ 24 48 72 และ 96 หลังการทา การประเมินอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ผิวหนัง ปฏิกริยาของผิวหนังจัดระดับตั้งแต่ 0-4 (0 คือ ไม่มีการตอบสนอง และ 4 คือมีรอยแดง)
ผล
พบว่าไบโอ-ออยล์ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกลุ่มอาสาสมัครที่มีผิวแพ้ง่าย ไม่มีอาสาสมัครรายใดมีอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ไบโอ-ออยล์ ไบโอ-ออยล์มีผลจากการประเมินระดับการระคายเคืองที่ 0.03 หลังจากการทา 96 ชั่วโมง ไบโอ-ออยล์ให้ผลดีกว่าบริเวณที่ทาน้ำเปล่า (กลุ่มควบคุม)
การศึกษาเรื่องการดูดซึม, 2011
การศึกษาเรื่องการดูดซึม, 2011
ศูนย์ทดสอบ
สถาบัน โปรเดิร์ม เพื่อการวิจัยทางผิวหนัง ฮัมเบอร์ก ประเทศเยอรมัน
การศึกษาที่ 1
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินอัตราการดูดซึมของไบโอ-ออยล์ หลังการทาตามมาตรฐาน และมีการนวดถู
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร 22 คนที่ได้รับการอบรมเรื่องการให้คะแนน (หญิง 21 คน ชาย 1 คน) บริเวณที่ทดสอบ ท้องแขน
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดลองแบบสุ่มตัวอย่าง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยที่ทั้งอาสาสมัครและผู้ประเมินไม่ทราบว่าอาสาสมัครอยู่ในกลุ่มใด (Double-blind) ทาไบโอ-ออยล์และน้ำมันเปรียบเทียบ โดยทำการทดสอบ บริเวณ ท้องแขน โดยผู้ทดสอบทาในลักษณะวน 100 รอบ ตามอัตราความเร็วที่กำหนด อาสาสมัครให้ลำดับคะแนนการดูดซึมเป็น 5 ระดับ จากดูดซึมช้ามากถึง ดูดซึมเร็วมาก มีการวัดด้วยเครื่องวัดความมัน Sebumeter เพื่อประเมินปริมาณน้ำมันบนผิว โดยมีการประเมิน 2 ช่วงเวลา คือก่อนทาและหลังทา 2 นาที
ผล
คำตอบที่ได้จากอาสาสมัครส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.3) ตอบว่าไบโอ-ออยล์มีการดูดซึมเร็วมาก หรือดูดซึมเร็ว ซึ่งผลดังกล่าวได้รับการยืนยันโดยการประเมินด้วย Sebumeter โดยค่าที่ได้ที่ช่วงเวลาที่ 2 คือ ปริมาณไบโอ-ออยล์ ที่เหลืออยู่น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับน้ำมันเปรียบเทียบ
การศึกษาที่ 2
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินอัตราการดูดซึม ไบโอ-ออยล์ หลังการทาตามมาตรฐานและมีการนวดถู
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร 100 คน(หญิง 97 คน ชาย 3 คน) ทดสอบบริเวณท้องแขน
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดลองแบบสุ่มตัวอย่าง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยที่ทั้งอาสาสมัครและผู้ประเมินไม่ทราบว่าอาสาสมัครอยู่ในกลุ่มใด (Double-blind) ทาไบโอ-ออยล์และน้้ำมันเปรียบเทียบ บริเวณ ท้องแขน โดยผู้ทดสอบถูเป็นเวลา 1 นาที และให้อาสาสมัครให้ลำดับคะแนนการดูดซึมเป็น 5 ระดับ จากดูดซึมช้ามากถึงดูดซึมเร็วมาก
ผล
การดูดซึมไบโอ-ออยล์สู่ผิวได้รับการประเมินโดยอาสาสมัครส่วนใหญ่ (ร้อยละ 72)ว่า ดูดซึมเร็ว และดูดซึมเร็วมาก
การศึกษาการเคลือบผิว, 2008
การศึกษาการเคลือบผิว, 2008
ศูนย์ทดสอบ
การทดสอบโดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ เจ ไวเชอร์ ที่ ริกาโน แลบบอราทอรี่ เมืองมิลานประเทศอิตาลี
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินว่า ไบโอ-ออยล์ แสดงระดับการเคลือบผิวได้ใกล้เคียง vernix caseosa (Vernix caseosa, ครีมสีขาวที่มีความหนืด มีลักษณะเป็นไบโอฟิล์ม ที่ห่อหุ้มทารกขณะอยู่ในตู้อบ ใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางค์ เพื่อปกป้องความชุ่มชื้นแก่ผิว ด้วยคุณสมบัติในเคลือบผิวในระดับดีเยี่ยม
ระเบียบวิธีวิจัย
ใส่น้ำลงในบีคเกอร์และคลุมด้วยแผ่นฟิล์ม Vitro-Skin™ ซึ่งจำลองจากพื้นผิวหนังของคน ทา vernix caseosa และไบโอ-ออยล์บริเวณแผ่นฟิล์มและให้คะแนนระดับความสูญเสียน้ำจากบีคเกอร์ โดยการวัดนี้เปรียบเทียบอัตราการสูญเสียน้ำ กรณีที่ไม่ได้ทาผลิตภัณฑ์ใดๆ บนแผ่นฟิล์มและมีการคำนวนอัตราการระเหยของน้ำควบคู่ไปด้วย g/m2/h.
ผล
ไบโอ-ออยล์ แสดงให้เห็นว่าระดับการเคลือบผิวใกล้เคียงกับ vernix caseosa โดยไบโอ-ออยล์ได้คะแนน 23.5 และ vernix caseosa ได้คะแนน 27.2

เกียรติประวัติและรางวัลต่างๆ
รางวัลต่างๆ ได้รับการแนะนำสูงสุด
ผลิตภัณฑ์สำหรับรอยแผลเป็นและรอยแตกลายที่แพทย์/เภสัชกร/สูตินรีแพทย์ แนะนำมากที่สุด*
Australia, การสำรวจจากแพทย์ (ACA Research HCP Study Jan 2019, 2019)
Australia, การสำรวจจากเภสัชกร (ACA Research HCP Study Jan 2019, 2019)
Canada, การสำรวจจากแพทย์ (EnsembleIQ Healthcare Group and RK Insights, 2019)
Canada, การสำรวจจากเภสัชกร (EnsembleIQ Healthcare Group and RK Insights, 2019)
Germany, การสำรวจจากเภสัชกร (BVDA / German Pharmacist Association, 2015)
Ireland, การสำรวจจากเภสัชกร (3 Gem, 2015)
Italy, การสำรวจจากหมอสูตินรีเวช (Millward Brown, 2014)
Kenya, การสำรวจจากเภสัชกร (Consumer Insight, 2015)
New Zealand, การสำรวจจากแพทย์ (Colmar Brunton, 2018)
South Africa, การสำรวจจากแพทย์ (IPSOS, 2018)
South Africa, การสำรวจจากนรีแพทย์ (IPSOS, 2018)
South Africa, การสำรวจจากหมอสูตินรีเวช (IPSOS, 2018)
South Africa, การสำรวจจากเภสัชกร (IPSOS, 2018)
United Kingdom, การสำรวจจากเภสัชกร (3 Gem, 2018)
Zimbabwe, การสำรวจจากแพทย์ (Marketers Association of Zimbabwe, 2016)
Zimbabwe, การสำรวจจากหมอสูตินรีเวช (Marketers Association of Zimbabwe, 2016)
Zimbabwe, การสำรวจจากเภสัชกร (Marketers Association of Zimbabwe, 2016)
ยอดขายอันดับหนึ่ง
ผลิตภัณฑ์สำหรับแผลเป็นและรอยแตกลายที่ขายดีเป็นอันดับ 1**
Australia (Aztec Segment and item list as defined by Aspen Pharmacare, based on AU Grocery & Pharmacy Scan combined data within Hand & Body Skin Care Database. September, 2017)
Belgium (IMS data Q2 2019 (value))
Botswana (Medswana (Pty) Ltd, 2016)
Canada (Nielsen MarketTrack. Specialty Creams, Lotions and Scar Treatments. National Grocery, Drug + Mass, 52 weeks ending Feb 3, 2018)
Finland (Pharmacy data and GFT retail data, value sales, 2016)
Germany (Nielsen IMS Health)
Hungary (IMS Health Pharmacy Survey Q1, 2016)
Ireland (IMS Firming & Anti-Stretch Mark Total value 52 week period July 18)
Italy (IMS Dataview Multichannel, Pharmacy + Parapharmacy + Corner Gdo, Reconstructed Class Anti-stretch marks (82F2A) + Scars (46A3), sell-out volume, rolling year ending in September 2018. )
Kenya (Consumer Insight, 2015)
Liechtenstein (IMS Health GmbH - Pharma Trend, Units & Sales Value, Sept 2017)
Malaysia (Nielsen, Scar & Stretch Mark, PM Drugstore/Pharmacy, January - June 2017)
Namibia (Geka Pharma (Pty) Ltd 2016 and Nampharm 2016)
Netherlands (IRI, YTD 52 2016)
New Zealand (IRI, National Combined MAT, October 2015)
Poland (IQVIA Poland Pharmascope 04/2019, 82F2 FIRMING&A-STRETCH PRODS, Value(PLN), MAT 04/2019 © 2019 IQVIA and its affiliates. All rights reserved.)
Portugal (39,4% Nº1 in Strech Market - Pharmacy only IQVIA Portugal July 2019)
Singapore (Nielsen, Scar & Stretch Mark, PM Drugstore/Pharmacy, 2016)
South Africa (Nielsen, Total Value ranking 52 week period ending 31 Jan 2018)
Swaziland (Swazi Pharm Wholesalers (Pty) Ltd, 2016)
Sweden (Nielsen Scanningdata, HPC, Other Skincare, Scars/Stretchmarks, MAT W52, 2018)
Switzerland (IMS Health GmbH - Pharma Trend, Units & Sales Value, Sept 2017)
Ukraine (PharmStandard)
United Kingdom (IRI Value Sales, Skincare Treatments category, Total UK, 52 weeks ending 1 Dec 2018)
Zimbabwe (Marketers Association of Zimbabwe, May 2016)

การวางตลาด
Thailand
ราคาขายปลีกแนะนำ
฿ 187.00 (25 มล.)
฿ 375.00 (60 มล.)
฿ 620.00 (125 มล.)

มีการวางขายที่
Boots
Watsons
Pure Pharmacy
Lab Pharmacy
P&F
Save Drug
Extra
Tops
Tesco Lotus
Big C
Tsuruha
Fascino
Pan Online



ผิวแห้ง
การค้นพบวิทยาการใหม่สำหรับดูแลผู้ที่มีภาวะผิวแห้งกร้าน
Bio-Oil home Bio-Oil home
keyboard_arrow_up
การทดลองกับกลุ่มผู้ใช้ที่มีสภาพผิวแห้งกร้าน, 2017
ศูนย์ทดสอบ
สถาบัน Ayton Global Research, ซอมเมอร์เซ็ต ประเทศ อังกฤษ
วัตถุประสงค์
เพื่อการประเมินผลของ ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล ในด้านการบรรเทาความแห้งกร้านบนผิวกาย ในกลุ่มผู้ทดลองจำนวน 102 คน
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร : เพศหญิงจำนวน 102 คน ที่ประเมินว่าตนเองมีผิวกายที่ "แห้งกร้านมาก" มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป
ระเบียบวิธีวิจัย
ผู้ทดลองทำการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เดี่ยวที่บ้าน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วมได้รับคำแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เป็นประจำทุกวัน โดยทาลงบนผิวที่แห้งสะอาด และตอบข้อสอบถาม 2 ส่วน : ส่วนแรกหลังการทดลองใช้ทันที และ ส่วนที่สองหลังจากทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ 2 สัปดาห์
ผล
ผลการใช้ : 94% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกลี่ยบนผิว ได้ง่ายดาย" และ 96% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "ใช้เพียงเล็กน้อย คงสภาพผิวชุ่มชื้นได้ยาวนาน"
การซึมซาบ: 83% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "ผลิตภัณฑ์ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างง่ายดาย"
การให้ความชุ่มชื่น : 92% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "ผลิตภัณฑ์มอบความรู้สึกผิวชุ่มชื่นขึ้นทันทีหลังใช้" ; 80% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "รู้สึกผิวมีความชุ่มชื่นได้ตลอดทั้งวัน" ; 86% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "รู้สึกได้ว่าผิวแห้งกร้านแลดูดีขึ้นเรื่อยๆ ตลอดช่วงระยะเวลาการทดสอบ 2 สัปดาห์" ; 85% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "สภาพผิวแลดูดีขึ้นกว่าเดิม ก่อนการเริ่มทดสอบใน 2 สัปดาห์ก่อน"
บทสรุป : 62% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "ผลิตภัณฑ์ ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิวแห้งกร้านอื่นๆที่เคยใช้มา"
บทนำ
ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล เป็นวิวัฒนาการอีกขั้นในการดูแลผิวแห้งกร้าน ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิวแห้งกร้านดั้งเดิมในรูปแบบของ ครีม โลชั่น บอดี้ บัตเตอร์นั้น ส่วนมากมีส่วนผสมของน้ำเป็นหลัก และน้ำมักจะระเหยไปเมื่อสัมผัสผิว ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกเย็นจากการทาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล นั้นผลิตขึ้นจากออยล์ ดังนั้นจึงให้ความรู้สึก "อุ่น" เมื่อทาบนผิว ในการทดสอบจากผู้ใช้จริงที่มีผิวแห้งกร้าน ผู้เข้าร่วมทดลองส่วนใหญ่ ให้ความเห็นตรงกันว่าเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแห้งกร้านที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เคยได้ใช้มา

สารประกอบ
Paraffinum Liquidum, Isopropyl Palmitate, Triisononanoin, Cetearyl Ethylhexanoate, Glycerin, Butyrospermum Parkii Butter, Aqua, Isopropyl Myristate, Urea, Caprylic/Capric Triglyceride, Isostearyl Isostearate, C26-28 Alkyl Dimethicone, Sodium Lactate, Gluconolactone, Sodium PCA, Sodium Hyaluronate, Octyldodecyl PCA, Sucrose Laurate, Sucrose Stearate, Lactic Acid, Lanolin, Butylene Glycol, Dimethicone/Vinyl Dimethicone Crosspolymer, Bisabolol, Helianthus Annuus Seed Oil, Silica, Glycine Soja Oil, BHT, Retinyl Palmitate, Tocopheryl Acetate, Niacinamide, Linoleic Acid, Linolenic Acid, Tocopherol, Anthemis Nobilis Flower Oil, Calendula Officinalis Extract, Rosmarinus Officinalis Leaf Oil, Lavandula Angustifolia Oil, Parfum, Citronellol, Farnesol, Limonene, Linalool, CI 17200.

การทดสอบทางคลินิก
การทดสอบประสิทธิภาพการให้ความชุ่มชื้น, 2018
การทดสอบประสิทธิภาพการให้ความชุ่มชื้น, 2018
ศูนย์ทดสอบ
โทมัส เจ สตีเฟ่น แอนด์ แอสโซซิเอท อิงค์, เท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา
วัตถุประสงค์
เพื่อวัดประสิทธิภาพมอบความชุ่มชื้นของ ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร : ผู้เข้าร่วมการทดลองเพศหญิง 28 คน ( โดยการแบ่งประเภทผิวตามหลัก Fitzpatrick ประกอบไปด้วย Type I จำนวน 1 คน Type II จำนวน 13 คน และ Type III จำนวน 14 คน ) ช่วงอายุระหว่าง 29-65 ปี
ระเบียบวิธีวิจัย
ระเบียบวิธีวิจัย : การทดสอบรูปแบบ Split-body, evaluator-blinded แบบสุ่มและแบบกลุ่มควบคุมโดยมีช่วง Dry down 1 สัปดาห์ ตามด้วยช่วงการทดลองผลิตภัณฑ์ 2 สัปดาห์ และ ช่วง regression 3 วัน ในช่วง 2 สัปดาห์ของการทดลองผลิตภัณฑ์ กลุ่มตัวอย่างทดลองทาไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล ลงบนบริเวณขาช่วงล่างข้างหนึ่งตามที่ได้กำหนดไว้ และเว้นการทาผลิตภัณฑ์ใดๆบนขาอีกข้างหนึ่ง มีการประเมินผลในช่วงวันที่ 2,4,7,9,11 และ 14 และช่วง regression วันที่ 1,2 และ 3 ผู้รับการทดลองได้รับการประเมินความแห้งกร้านของผิว (ระดับตั้งแต่ 0-5) อุปกรณ์ตรวจวัดด้านชีววิทยาในด้านความชุ่มชื้นของผิวโดยใช้เครื่องวัดความชุ่มชื่นผิว Corneometer และ SKICON อุปกรณ์ตรวจวัดด้านชีววิทยาในส่วนของการสูญเสียความชุ่มชื้นผ่านทางช่องว่างระหว่างเซลล์ผิวหนัง ( Transepidermal water loss : TEWL ) เพื่อเป็นตัวชี้วัดชั้นปราการป้องกันผิว โดยเครื่อง Tewameter
ผล
เปรียบเทียบกับฝั่งที่ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ เห็นผลอย่างชัดเจนว่าไบโอ-ออยล์® ดราย สกินเจลมีส่วนช่วยในการลดระดับความแห้งกร้าน ผ่านการวัดด้วยเครื่อง SKICON และ Corneometer ตลอดทุกช่วงในการทำวิจัย และการวัดด้วย Tewameter ในวันที่ 14 ของการทดสอบ และช่วง regression ในวันที่ 3 การวัดระดับความแห้งกร้านไปในแนวทางที่แลดูดีขึ้นในกลุ่มตัวอย่างถึง 82% ในระยะเวลาเพียง 2 วัน หลังการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ 3 วัน กลุ่มตัวอย่าง 93% ยังคงมีผลการรักษาผิวที่แลดูดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพผิวก่อนทำการทดลอง
การทดลองกับกลุ่มผู้ใช้ที่มีสภาพผิวแห้งกร้าน, 2017
การทดลองกับกลุ่มผู้ใช้ที่มีสภาพผิวแห้งกร้าน, 2017
ศูนย์ทดสอบ
สถาบัน Ayton Global Research, ซอมเมอร์เซ็ต ประเทศ อังกฤษ
วัตถุประสงค์
เพื่อการประเมินผลของ ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล ในด้านการบรรเทาความแห้งกร้านบนผิวกาย ในกลุ่มผู้ทดลองจำนวน 102 คน
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร : เพศหญิงจำนวน 102 คน ที่ประเมินว่าตนเองมีผิวกายที่ "แห้งกร้านมาก" มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป
ระเบียบวิธีวิจัย
ผู้ทดลองทำการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เดี่ยวที่บ้าน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วมได้รับคำแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เป็นประจำทุกวัน โดยทาลงบนผิวที่แห้งสะอาด และตอบข้อสอบถาม 2 ส่วน : ส่วนแรกหลังการทดลองใช้ทันที และ ส่วนที่สองหลังจากทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ 2 สัปดาห์
ผล
ผลการใช้ : 94% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกลี่ยบนผิว ได้ง่ายดาย" และ 96% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "ใช้เพียงเล็กน้อย คงสภาพผิวชุ่มชื้นได้ยาวนาน"
การซึมซาบ: 83% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "ผลิตภัณฑ์ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างง่ายดาย"
การให้ความชุ่มชื่น : 92% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "ผลิตภัณฑ์มอบความรู้สึกผิวชุ่มชื่นขึ้นทันทีหลังใช้" ; 80% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "รู้สึกผิวมีความชุ่มชื่นได้ตลอดทั้งวัน" ; 86% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "รู้สึกได้ว่าผิวแห้งกร้านแลดูดีขึ้นเรื่อยๆ ตลอดช่วงระยะเวลาการทดสอบ 2 สัปดาห์" ; 85% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "สภาพผิวแลดูดีขึ้นกว่าเดิม ก่อนการเริ่มทดสอบใน 2 สัปดาห์ก่อน"
บทสรุป : 62% ของผู้เข้าร่วมการทดลอง เห็นตรงกันว่า "ผลิตภัณฑ์ ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิวแห้งกร้านอื่นๆที่เคยใช้มา"
การทดสอบในกลุ่มผิวแพ้ง่าย
การทดสอบในกลุ่มผิวแพ้ง่าย
ศูนย์ทดสอบ
สถาบัน โปรเดิร์ม เพื่อการวิจัยทางผิวหนัง ฮัมเบอร์ก ประเทศเยอรมัน
วัตถุประสงค์
เพื่อการประเมินโอกาสการเกิดการระคายเคืองผิวของ ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร : ผู้เข้าร่วมการทดลอง 31 คน ( เพศหญิง 26 คน และ เพศชาย 5 คน ) โดย 52% ของกลุ่มอาสาสมัคร ประเมินตนเองว่าเป็นผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย 26% ของกลุ่มมีการแพ้ Type IV (ยกเว้นส่วนผสมในเครื่องสำอาง) และ 48% ของกลุ่มมีอาการผิวหนังอักเสบร่วมด้วย กลุ่มอายุของผู้เข้าร่วมการทดลอง : อยู่ระหว่าง 20-70 ปี
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดสอบแบบสุ่มและแบบควบคุม มีการประเมินผลใน 3 บริเวณด้วยกัน : บริเวณที่ทาด้วยน้ำเปล่า (กลุ่มควบคุมแบบลบ), บริเวณที่ทาด้วย ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล และ บริเวณที่ทาด้วยสาร Sodium Dodecyl Sulfate (SDS) 1% (กลุ่มควบคุมแบบบวก - สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง) ทาผลิตภัณฑ์ที่ถูกทดสอบบนหลัง 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง โดยใช้ระบบของการวัดสารก่อภูมิแพ้ของผิวหนัง (epicutaneous patch test system) การประเมินผลด้วยสายตาเพื่อหาค่าการระคายเคืองผิวเบื้องต้นโดยผู้ประเมินที่ได้รับการฝึกฝน ได้ทำการประเมินภายใน 15 นาที หลังจากนำแผ่นแปะทดสอบออกจากผิว หลังจากนั้นประเมินอีกครั้งหลังจาก 24 ชั่วโมง และ 48 ชั่วโมงตามลำดับ มีการประเมินการตอบสนองของผิว โดยมีระดับตั้งแต่ 0-4 ระดับ ( 0 คือไม่มีการตอบสนองใดๆ และ 4 ผิวตอบสนองแลดูแดงขึ้นและมีการอักเสบ)
ผล
ไม่มีอาสาสมัครท่านใดที่ได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ผลิตภัณฑ์ และคะแนนเทียบเท่ากับกลุ่มควบคุมแบบลบ พร้อมผลการประเมินด้วยสายตาในระดับ 0 (ค่าเป็นศูนย์) ได้รับการบันทึกจากกลุ่มอาสาสมัคร ตลอดช่วงที่ทำการทดลอง อัตราความอ่อนโยนต่อผิวของ ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล จัดอยู่ในระดับที่ "ดีมาก"
ผลการทดสอบปราศจากสารที่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน, 2018
ผลการทดสอบปราศจากสารที่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน, 2018
ศูนย์ทดสอบ
สถาบัน โปรเดิร์ม เพื่อการวิจัยทางผิวหนัง ฮัมเบอร์ก ประเทศเยอรมัน
วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินโอกาสการก่อให้เกิดสิว (comedones) ของ ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร : ผู้เข้าร่วมการทดลองจำนวน 24 คน ที่มีปัญหาสิว (เพศหญิง 17 คนและเพศชาย 7 คน) อายุระหว่าง 24-56 ปี
ระเบียบวิธีวิจัย
การทดสอบแบบสุ่มและแบบควบคุม ทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ (ภายใต้การเคลือบปิดไว้) และมีการควบคุมแบบลบ (บริเวณที่ยกเว้นการใช้ผลิตภัณฑ์ (A) และ บริเวณที่ยกเว้นการใช้ผลิตภัณฑ์แต่มีการเคลือบผิวไว้ (B)) ถูกกระจายทำการทดลองใน 3 บริเวณต่อสัปดาห์ ในระยะ 4 สัปดาห์ (มีการทาผลิตภัณฑ์รวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง) เมื่อจบการทดลอง ได้ผ่านกระบวนการ Skin Surface Biopsy (SSB) ในบริเวณของผิวที่ทำการทดสอบ โดยใช้วิธีการ Marks and Dawber ได้ทำการวัดไมโครคอมิโดน ในแบบไม่ระบุกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การวัดระดับในรูปแบบวิธีการของ Mills and Kligman
ผล
ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล ได้รับการประเมินว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของผิว โดยแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่ากลุ่มควบคุมแบบลบ
ผลการทดสอบการเคลือบผิวของผลิตภัณฑ์, 2018
ผลการทดสอบการเคลือบผิวของผลิตภัณฑ์, 2018
ศูนย์ทดสอบ
Rigano Laboratories มิลาน ประเทศ อิตาลี
วัตถุประสงค์
เพื่อทำการทดลองการเคลือบผิวของ ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล และ ประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นของผิวโดยลดการสูญเสียน้ำของชั้นเซลล์ผิว transepidermal water loss (TEWL)
ระเบียบวิธีวิจัย
มีการบรรจุน้ำในหลอดทดลองจำนวนหนึ่ง และคลุมชั้นผิวน้ำด้วย เนื้อเยี่อทดลอง Vitro-Skin™ ซึ่งเลียนแบบสภาพของมนุษย์ นำผลิตภัณฑ์ทาลงบนเนื้อเยื่อทดลองนั้น และมีการวัดการสูญเสียน้ำในหลอดทดลองนั้นเป็นระยะ การทดลองนี้เป็นการเปรียบเทียบอัตราการสูญเสียน้ำบนผิวโดยไม่มีการทาผลิตภัณฑ์ใดบนผิวเนื้อเยื่อทดลองนั้นๆ
ผล
การทดสอบอัตราการระเหยของน้ำ (vapour transmission rate (WVTR) ) เป็นมาตรฐานในการทดสอบเพื่อวัดการเคลือบผิวของผลิตภัณฑ์ โดยการลดลงของอัตราการระเหยนั้น ( WVTR) บ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆมีคุณสมบัติในการเคลือบผิว ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล แสดงผลว่าช่วยลดอัตราการระเหยของน้ำบนผิว (WVTR) ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการรักษา เมื่อทำการทดลองบนเนื้อเยื่อทดลองVitro-Skin™ สรุปผลได้ว่า ไบโอ-ออยล์® ดราย สกิน เจล สามารถช่วยคงความชุ่มชื้นบนผิวได้